|
เรื่องนี้เป็นเรื่องของลูกผู้ชายคนนึงซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยแข็งแรงมาก หลายท่านก็คงทราบถึงทั้งความฉลาดรอบรู้ในหลาย ๆ เรื่อง และความแข็งแรงทางทหาร เค้าก็นับว่าแข็งแรงเป็นหนึ่งในสิบของรุ่นเช่นกัน....แต่ หนึ่งในชีวิตคน คงหนีไม่พ้นที่จะต้องพบทั้งเรื่องดีและร้าย ครั้งนี้เราได้เจอความทุกข์ที่หนักหนาสาหัสมาก จนแทบตั้งตัวไม่ติด แต่ไม่มีใครเลือกที่จะยอมแพ้ เพราะเชื่อว่าความทุกข์ที่เกิดเราต้องฟันฝ่าให้ผ่านพ้นไปได้ มันเปรียบเหมือนแสงสว่างแห่งความหวังที่เราตั้งไว้ในใจ
วันพุธที่ 19 เมษายน 2549 ตรงกับวันเลือกตั้ง สว. รัฐบาลประกาศเป็นวันหยุดราชการ เพื่อให้ประชาชนไปเลือกตั้ง ซึ่งพ่อกับแม่ได้ขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้วที่กรุงเทพ ฯ วันนี้จึงเป็นวันพักผ่อน ใกล้เที่ยงรู้สึกหิว จึงไปทานส้มตำที่ร้านรุ่ง เสร็จแล้วกลับบ้าน บ่าย ๆ ครอบครัวน้าอี้ดแวะมาหา ขณะพูดคุยกันอยู่ เสียงโทรศัพท์มือถือของพ่อดังขึ้น วินาทีนั้นไม่มีใครคาดคิดว่า ได้เกิดเหตุร้ายแรงกับลูกของเรา
สีหน้าพ่อเคร่งเครียดระหว่างพูดโทรศัพท์ ฟังน้ำเสียงแล้วจับความได้ว่า บอมประสบอุบัติเหตุ อาการหนัก พ่อรีบโทรหาลูกน้อง ให้มาขับรถ พาเราไปที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด และโทรบอกน้านก ให้ช่วยไปดูแลบอมล่วงหน้าก่อนที่เราจะไปถึง ตอนนั้นงงไปหมด ไม่รู้ว่าเกิดอุบัติเหตุได้อย่างไร ขณะเดินทางไปโรงพยาบาล หลายคนเป็นห่วงโทรส่งข่าวมาตลอด พ่อโทรแจ้งโบ้ต และโทรติดต่อตำรวจสอบถามเรื่องราว
ตำรวจเล่าว่า ประมาณบ่ายสองโมง บนถนนสายบ้านบึง แกลง พบรถบอมประสบอุบัติเหตุ ห่างจากแยกแกลงสี่กิโลเมตร ถนนเส้นนี้มีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ก่อนเกิดเหตุ สภาพอากาศตอนนั้นฝนตกหนัก บนพื้นผิวถนนบางจุดมีน้ำเจิ่งนอง ถนนลื่น ทัศนวิสัยไม่ดี รถที่ขับมาคงเสียหลักบังคับไม่อยู่ ลื่นไถลหมุนเต็มแรง รถถูกเหวี่ยงในลักษณะหันด้านคนขับเข้าไปกระแทกกับเสาไฟฟ้ากลางถนนอย่างเต็มที่ เสาไฟฟ้าหักพับลงมา ก่อนที่รถจะหยุดสนิท ประตูด้านคนขับยุบ สภาพรถพังยับเยิน บอมหมดสติอยู่ในรถ ตัวคาดเบลท์ แอร์แบ๊คสองลูกทำงานปกติ พลเมืองดีที่ขับรถตามมาได้เข้าช่วยเหลือ และนำส่งโรงพยาบาลท้องถิ่น ขณะนั้นเวลาประมาณบ่ายสองโมงสี่สิบ แต่อาการบอมสาหัสมาก จึงต้องส่งตัวมาทำการรักษาต่อที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดหลังเกิดอุบัติเหตุ รุ่นพี่ เพื่อนๆ บอม และลูกน้องพ่อ ทราบข่าวต่างรีบมาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด พ่อกับแม่มาถึงรีบไปห้องฉุกเฉิน เปิดประตูเข้าไป เห็นแล้วใจหาย บอมนอนบนเตียงในสภาพ ไม่มีสติ ไม่รู้สึกตัว กระสับกระส่ายมือไขว่คว้าไปมา ตัวสั่นเกร็งเหมือนอาการชัก ใบหน้าและหลังหูด้านซ้ายมีบาดแผลเลือดไหล แรกๆ เรามั่นใจว่า มาถึงมือหมอแล้วลูกต้องปลอดภัย
แต่ไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะไม่มีหมอมาตรวจดูอาการเลย นอกจากให้เจ้าหน้าที่เข็นบอมไปทำซีทีสแกนสมอง ทำการเอ็กซเรย์ร่างกายเพียงไม่กี่จุด และเข็นมาไว้หน้าเคาเตอร์พยาบาล รอดูอาการ ทั้งๆ ที่บอมโคม่า ตอนนั้นพ่อกับแม่ได้แต่ยืนจับมือบอมไว้ พยายามประคองสติกับภาพที่เห็น ในใจคิดว่า ทำไมความโชคร้ายต้องมาตกอยู่กับลูก และครอบครัวของเรา
ประมาณห้าโมงเย็น โบ้ตกับเพื่อนมาถึงโรงพยาบาล รีบไปดูน้องและซักถามอาการ พยาบาลบอกว่า บอมมีอาการสมองบวม กระดูกหัวไหล่หัก ไหปลาร้าข้างซ้ายหัก กระดูกแขนขวาหัก มีอาการช็อกและมีเลือดออกในช่องท้อง เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ความมั่นใจเริ่มลดน้อยลง ไม่มีหมอมาดูแลเอาใจใส่ทำการรักษาเลย กระทั่งประมาณหกโมงเย็น หมอมาตรวจๆ จับๆ ตอบอะไรไม่ได้สักอย่าง สุดท้ายหมอไม่รู้จะทำอย่างไร จึงตัดสินใจผ่าตัดช่องท้อง ด้วยสาเหตุเลือดมีอาการผิดปกติไม่แข็งตัว พ่อจำเป็นต้องเซ็นยินยอม
การผ่าตัดใช้เวลาไม่นานนัก หมอบอกว่า ไม่มีอวัยวะภายในส่วนใดเสียหาย มีเลือดในช่องท้องร้อยซีซี อาการเริ่มทรุดลง หมอจึงส่งตัวบอมไปที่ไอซียู ให้เม็ดเลือดแดงสองขวด และรอดูอาการ ความที่โบ้ตเป็นหมอรู้สึกวิตกกังวลกับการตรวจรักษา ยิ่งหมอพูดว่า เขาทำได้เพียงเท่านี้เพราะต้องรอดูอาการ เวลานั้นโบ้ตกับพ่อคิดว่า ถ้าเชื่อหมอ รอต่อไปโดยไม่ทำอะไรเลย บอมอาจแย่ไปกว่านี้ พ่อรีบโทรติดต่อขอความช่วยเหลือจากเพื่อนพ่อที่เป็นหมอทหารเรือและน้าแจง พยาบาลประจำห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลสิริกิติ์ ช่วยจัดเจ้าหน้าที่พร้อมรถพยาบาลมารับบอม พวกเขารับปาก ไม่นานรถพยาบาลก็มาถึงประมาณสี่ทุ่ม เราย้ายบอมออกจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดทันที ทั้งๆ ที่อาการของบอมวิกฤติ การเคลื่อนย้ายอันตรายมาก แต่เราต้องเสี่ยง หนึ่งชั่งโมงระหว่างการเดินทาง ชีวิตเหมือนอยู่บนเส้นด้าย ความเครียดเพิ่มขึ้น เมื่อหัวใจบอมหยุดเต้นจับชีพจรไม่ได้ โชคดีเจ้าหน้าที่ประจำรถมีประสบการณ์สูง ติดต่อหมอ ขอใช้ยากระตุ้นหัวใจ ช่วยพยุงชีพจร ทำให้คิดได้ว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ ถ้าสวรรค์เลือกให้บอมอยู่ต่อ โชคต้องเข้าข้างเรา
ห้าทุ่มยี่สิบ บอมมาถึงโรงพยาบาลสิริกิติ์ ทีมหมอและพยาบาลพร้อมในชุดผ่าตัดสีเขียว ตรวจร่างกายและซีทีสแกนสมองอีกครั้ง พบเลือดออกที่แกนกลางก้านสมอง สมองซีกขวามีอาการบวม ที่ขมับซ้าย โหนกแก้มซ้าย และหลังหูด้านซ้ายมีบาดแผล แขนขวาหัก ไหปลาร้าด้านซ้ายหัก กระดูกเชิงกรานซ้ายแตก วัดชีพจรไม่ได้ ไม่สามารถหายใจได้ด้วยตนเอง อาการโคม่า
หมอสรรค์ชัยหัวหน้าทีม วินิจฉัยการรักษาร่วมกับหมอพิเชษฐ์ หมอสุรางคณา หมอกิติพจน์ และหมอภรต เวลานั้นสิ่งแรกที่หมอต้องทำ คือ ช่วยชีวิตหมอไม่กล้าให้ความหวังใด ๆ นอกจากบอกให้พ่อแม่ทำใจรับรู้อาการเป็นตายเท่ากัน แม่ร้องไห้และควบคุมตัวเองไม่ได้ โบ้ตตัดสินใจให้พ่อพาแม่กลับบ้านตัวเขาจะเฝ้าน้อง ระหว่างทางพ่อคอยปลอบพูดให้สติว่า เราต้องอยู่ และรับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ลูกต้องการกำลังใจ และความช่วยเหลือ ดูแลให้มีชีวิตอยู่รอด เราต้องสู้กับความจริงที่อยู่ตรงหน้า โบ้ตเล่าว่า ทีมหมอพยายามอยู่หลายชั่วโมง กว่าจะแก้ไขอาการวิกฤต ช่วยต่อชีวิตบอมให้อยู่ได้ จนแน่ใจว่าปลอดภัย จึงส่งบอมมาที่ไอซียูสี่ ตอนนั้นประมาณตีสาม
รุ่งขึ้น เรามาแต่เช้า พบโบ้ตหลับอยู่หน้าห้องไอซียู อาการของบอมยังไม่พ้นขีดอันตราย การเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ เราพยายามควบคุมอารมณ์ ก่อนที่จะเข้ามาในไอซียู บอมไม่รู้สึกตัว แต่เราก็พยายามพูดด้วย บอกให้อดทน อย่ายอมแพ้ และบอกให้รู้ว่าตอนนี้บาดเจ็บ กำลังรักษาตัวอยู่ อีกไม่นานก็หาย
หมอพยายามทำทุกอย่างหาสาเหตุในความไม่ปกติ สุดท้ายหมอขอเปิดแผลที่ทำการผ่าตัดจากโรงพยาบาลเดิม ตรวจซ้ำอีกครั้ง หมอตกใจเมื่อพบเลือดในช่องท้องพันซีซี นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้บอมอยู่ในอาการวิกฤต หมอดูดเลือดออกจากช่องท้องอย่างระมัดระวัง ใช้คลิ๊บหนีบปากแผลไว้ และปิดทับด้วยผ้าก๊อส บอมเสียเลือดมาก หมอสั่งให้เกร็ดเลือดทดแทนที่เสียไปจำนวนมากกว่าสิบถุง
หมอเริ่มวิตกกังวล เมื่อเห็นผ้าก๊อสปิดแผลที่ช่องท้องชุ่มไปด้วยเลือด มีเลือดซึมออกมาจากปากแผลเหมือนน้ำผุดออกมาจากดิน ไม่รู้ว่าออกมาจากส่วนไหน บอมอาการแย่ลง หมอพยายามให้เกร็ดเลือดเข้าไปในร่างกาย แต่เลือดก็ยังซึมออกมา ต้องใส่สายเดรนเลือดออกจากร่างกาย ตอนนั้นเหมือนคนถ่ายเลือด มีสายเลือดเข้าทางออกทาง น้าใหญ่และน้าแจง (พยาบาล) พยายามพูดให้รู้ถึงความเป็นไปได้ที่ บอมอาจจะจากเราไปได้ทุกนาที ตอนนั้นแม่แอบคิดว่า ถ้าก่อนหน้านี้บอมไม่ไปกรุงเทพ ฯ วันนี้ลูกคงไม่เป็นอย่างนี้ และบอมก็คงไม่รู้หรอกว่าพี่โบ้ตเป็นห่วง และสงสารบอมมากที่สุด จะเฝ้าน้องอยู่หน้าห้องไอซียู พ่อกับแม่ความรู้สึกแย่มาก กลางคืนต้องผวากับเสียงโทรศัพท์เหมือนคนฝันร้าย แม่นอนร้องไห้จนเหนื่อยและหลับไปเอง
วันต่อมา การยื้อแย่งชีวิตลูกระหว่างเรากับโชคชะตา เพิ่มความกดดัน ตรงที่ไม่รู้ว่าเลือดออกมาจากส่วนไหนของร่างกาย และอาการบอมไม่ดีขึ้นเลย คราวนี้หมอเปิดแผลผ่าตัดเป็นครั้งที่สาม ในช่องท้องยังมีเลือด ความมั่นใจว่าเลือดจะหยุดก็น้อยลง ความหวังสุดท้าย หมอคิดว่าควรส่งบอมไปที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ฯ พัทยา เพราะที่นั่นมีเครื่องมือแพทย์ ที่สามารถตรวจรักษาความผิดปกติของหลอดเลือด บอมไปทำการรักษา โดยมีหมอและพยาบาลโรงพยาบาลสิริกิติ์ร่วมเดินทาง ให้การดูแล และเฝ้าสังเกตการณ์รักษาขณะอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ฯ พัทยา อย่างใกล้ชิด พ่อแม่และโบ้ตขับรถตามไปเฝ้าด้วย
ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ฯ พัทยา หมอใช้การรักษาด้วยวิธี Embolization โดยเปิดแผลผ่าตัดที่ช่องท้อง ฉีดสีเข้าไปตามเส้นเลือดตรวจหาความผิดปกติ เรานั่งเฝ้ารอฟังผลการรักษานานกว่าห้าชั่วโมง ตอนนั้นภาวนาขอให้ลูกปลอดภัย เหลือเชื่อ หมอพบรอยฉีกขาดของเส้นเลือดแดงสามเส้นอยู่ในอุ้งกระดูกเชิงกรานที่หัก หมอเชี่ยวชาญมาก ทำการอุดรอยฉีกของเส้นเลือดแดงทั้งสามเส้นได้อย่างไม่ผิดพลาด หมอบอกว่าโชคดีนะ ที่รอยฉีกนั้นเป็นเส้นเลือดแดง แต่ถ้าเป็นเส้นเลือดดำหรือเส้นเลือดใหญ่น่ากลัวมาก ที่สำคัญ คือ หมอและเครื่องมือที่ใช้ในการรักษาเพิ่งจะมีในโรงพยาบาลไม่นานมานี่เอง ขอบคุณฟ้าที่กำหนดให้บอมผ่านนาทีแห่งความตายมาได้อีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ
วันที่สี่ เราโล่งใจที่ผ่านเหตุการณ์วิกฤตมาได้ บอมมีอาการดีขึ้นพ้นขีดอันตราย การเต้นของหัวใจสู่ภาวะปกติ แต่ใช่ว่าทุกข์จะสิ้นสุด คราวนี้ต้องมาเผชิญกับอาการทางสมอง บอมนอนในห้องไอซียู ลักษณะไม่มีสติ นิ่งเฉย ไม่มีการขยับตัว ร่างกายซูบผอมตามตัวมีสายต่างๆ ระโยงระยางเต็มไปหมด หมอกังวลเรื่องสมองที่บาดเจ็บมีเลือดคั่งตรงแกนกลางสมอง ส่วนนี้อันตรายมากถ้าทำการผ่าตัด แต่ในสมองซีกขวาที่บวม ไม่บวมเพิ่มขึ้น
จากสภาพความบอบช้ำของสมองที่ถูกแรงเหวี่ยงอย่างรุนแรง หมอตอบไม่ได้ว่าจะหายเป็นปกติหรือไม่ ที่สำคัญบอมมีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นเจ้าชายนิทรา อีกสิ่งหนึ่งที่ตามมา คือ กล้ามเนื้อและเส้นประสาทตาข้างขวาถูกกระชาก ตาอาจมีปัญหาถึงขั้นตาบอดได้ เวลานั้นนึกยอมแพ้เหมือนกัน เพราะไม่รู้อนาคตของลูกจะเป็นอย่างไร คนที่มาเยี่ยมต่างโทษว่า เป็นเพราะวัยเบญจเพสที่ทำให้เกิดเรื่องร้ายเช่นนี้
ระหว่างที่นอนในไอซียู บอมจะได้ยินหรือไม่เราไม่รู้ แต่เราจะพูดกับลูกเสมอว่าให้เข้มแข็ง ไม่นานก็หาย ไม่ได้พูดเปล่า พ่อจะคอยเอามือหนึ่งสัมผัสไว้บนศีรษะและอีกมือวางไว้ที่หัวใจ ให้อาการเจ็บปวดทั้งหมดผ่านจากลูกมาที่พ่อ คิดว่าความอบอุ่นจากพ่อสู่ลูก น่าจะเป็นพลังที่ทำให้บอมต่อสู้กับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้ พ่อกับแม่ควบคุมสติ ตั้งใจทำทุกทางที่จะช่วยทำให้บอมหายเป็นปกติ ทั้งวิธีรักษาทางวิทยาศาสตร์ และไสยศาสตร์ บนบานสานกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธ์ต่างๆ พ่อสวดมนต์ไหว้พระตั้งจิตอธิฐาน หากบอมหายป่วยจะให้บวช พ่อทำแม้กระทั่งซื้อผ้าไตรนำมาถวายไว้หน้าพระพุทธ เหมือนเป็นคำสัญญา และนึกถึงเจ้ากรรมนายเวรขออโหสิกรรมให้ด้วย
การรักษาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เชื่อไหม ปาฏิหาริย์มีจริง จากที่ขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ บอมเริ่มมีความรู้สึกตอบสนองต่อการสัมผัสและเสียง หมอตรวจดวงตา พบมีการตอบสนองต่อแสง โชคดีตาไม่บอด เพียงแต่การมองเห็นอาจไม่เหมือนเดิม จะเห็นเป็นภาพซ้อน เพราะเส้นประสาทตาขวาขาดหนึ่งเส้น หมอบอกว่าสามารถทำการรักษาได้ในภายหลัง ส่วนแขนขวาที่หักหมอจัดเรียงกระดูกดามเหล็กและเข้าเฝือก
หลังจากนั้นบอมมีอาการดีขึ้น ลืมตา กรอกตาไปมาได้ ขยับปากกลืนน้ำลาย มีความรู้สึกตอบสนองต่อความเจ็บปวดได้ แต่ยังไม่สามารถหายใจด้วยตัวเอง ต้องเจาะคอใช้เครื่องช่วยหายใจ เราใช้ชีวิตแต่ละวันด้วยหวังว่าลูกต้อง หายเหมือนเดิม และซึ้งใจที่ได้เห็นความรักของคนแวดล้อมพากันมาเยี่ยมเยอะมากทุกวัน
ผ่านไปสองอาทิตย์ เราไม่รู้ว่าบอมจะต้องนอนอยู่แบบนี้อีกนานแค่ไหน หมอเริ่มทำกายภาพ ยกมือ ยกเท้าป้องกันข้อติด แต่แล้วอยู่ๆ อาการบอมกลับแย่ลง มีอาการไข้ควบคู่กับอาการปอดบวมอักเสบ หมอตรวจเป็นการติดเชื้อในโรงพยาบาล ซึ่งมักจะเกิดกับคนไข้ที่ต้องนอนรักษาตัวเป็นเวลานานๆ เชื้อโรคนี้ร้ายแรงตรงที่ดื้อยา
บอมแยกมานอนในห้องปลอดเชื้อ เพราะภูมิต้านทานน้อยลง หมอทดลองใช้ยาฆ่าเชื้อทุกชนิดหลายตัว แต่ดูเหมือนไม่ได้ผล เพราะเชื้อโรคก็พัฒนาตัวมันเองต่อสู้กับยาเช่นกัน หมอเอ็กซเรย์ตรวจดูสภาพปอดเห็นบางส่วนถูกทำลาย ถ้ายับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคตัวนี้ไม่ได้ นั่นหมายถึง ความตายมันวิ่งกลับเข้าหาบอมอีกครั้ง
ยาฆ่าเชื้อราคาแพงมหาศาล ในการรักษาหมอต้องใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดที่แรงมาก ในปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ หวังเพื่อเอาชนะ ไม่ให้มันกระชากชีวิตไปได้ เราแทบจะหมดแรงที่ต้องต่อสู้กับโชคชะตา ไม่น่าเชื่อนะ ที่เกิดมียา ตัวหนึ่งทำให้เชื้อโรคอ่อนแรง การติดเชื้อลดลงไม่มีไข้ทำให้ปอดมีสภาพดีขึ้น และสามารถหายใจด้วยตัวเองได้เกือบเดือนที่นอนรักษาตัวในห้องไอซียูบอมเฉียดตายหลายครั้ง ตอนนี้เชื่อมั่นว่าปาฏิหาริย์มีจริง
ขณะพักรักษาตัวที่ห้องพักฟื้นผู้ป่วยพิเศษ ร่างกายค่อยๆ กลับสู่ภาวะปกติ ตอนบอมตื่นขึ้น ยังพูดไม่ได้ เพราะเจาะคอมีท่อช่วยหายใจ และสายอาหาร ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์บอมกลับมีอาการไข้ ปอดติดเชื้อโรงพยาบาลเป็นครั้งที่สอง กลับมาทดลองใช้ยาในลักษณะเดิม แย่ไปกว่านั้น หมอตรวจสภาพร่างกาย พบก้อนเนื้อในช่องท้อง ต้องทำการผ่าตัดเป็นครั้งที่สอง
หลังการผ่าตัด หมอสบายใจขึ้นเพราะก้อนเนื้อที่พบเป็นเพียงก้อนเลือดและเศษเนื้อที่เกิดขึ้นจากการผ่านตัดช่องท้องในช่วงแรกๆ ช่วงพักฟื้นร่างกาย บางครั้งต้องมัดมือ มัดเท้า เพราะบอมเริ่มรู้ตัว จะรำคาญสายต่างๆ บางครั้งจะดึงสายอาหาร ดึงสายอ๊อกซิเจนออก น่าสงสารมากเวลาแสดงอาการเจ็บปวดโดยเฉพาะตรงศีรษะ ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นานเป็นเดือน พอร่างกายแข็งแรงดี ทานอาหารได้เอง หมอเอาสายอาหารออกและพยายามปรับท่อหายใจให้เล็กลง จนสามารถหายใจได้เอง จึงดึงท่อออกแล้วปิดคอ ใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะมีเสียงพูด
ตอนนั้นเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ โชคดีบอมจำความทุกข์ทรมานระหว่างทำการรักษาไม่ได้เลย และจำรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าอุบัติเหตุไม่ได้เช่นกัน ถึงแม้จะพยายามลำดับความคิด ก็นึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น พอมีคนมาเยี่ยมก็จะสอบถามเรื่องราวอุบัติเหตุในครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ เป็นโชคที่บอมไม่มีปัญหาเรื่องความทรงจำเก่าๆ มีเป็นบางครั้งจะพูดเหมือนฝันไป
บอมมีสุขภาพดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะได้รับการรักษาอย่างดีเยี่ยมจากหมอและพยาบาล บอมตั้งใจทำกายภาพบำบัด เริ่มหัดเดิน ทำให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง บอมรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานถึงสองเดือนสิบสองวัน ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงถึง หนึ่งล้านสองแสนบาท โชคช่วยที่รับราชการจึงสามารถเบิกจ่ายโดยตรงกับกรมบัญชีกลาง ไม่เช่นนั้นเราอาจต้องขายสมบัติเก่าที่มีอยู่ เพื่อต่อชีวิตของลูกก็เป็นได้ ก่อนกลับมาพักฟื้นที่บ้าน พ่อจัดเตรียมบ้านให้พร้อมเพื่อบอมในช่วงฟื้นฟูร่างกายและสมอง
อุบัติเหตุครั้งนี้ ทำให้ชีวิตเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ในชีวิตราชการของบอมหายไป จากเดิมที่เคยไปไหนคนเดียว ทำอะไรได้รวดเร็ว ตอนนี้พ่อแม่ต้องคอยดูแล จัดเตรียมยาให้กินอย่างเคร่งครัด คอยช่วยเหลือ ฝึกฝนให้บอมช่วยเหลือตัวเอง ตั้งแต่หัดเดิน อาบน้ำ ทานข้าว
ผลกระทบอาการทางสมอง ทำให้ประสาทการรับรู้รสชาติบกพร่อง ทานอะไรไม่รู้ว่าอร่อยและอิ่มเป็นอย่างไร บางครั้งไม่ได้ดังใจจะโกรธและหงุดหงิด วันไหนบอมแสดงสีหน้าไม่ดีพ่อจะชวนคุยสร้างอารมณ์ขัน
กิจวัตรประจำวัน ตอนเช้าพ่อไปส่งกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล ตอนกลางวันแม่มารับพาไปส่งที่ทำงาน ตอนเย็นพ่อกับแม่จะมารับจากที่ทำงาน พาไปเดินออกกำลังกายและทานอาหารเย็น กลางคืนต้องเขียนหนังสือและเล่าให้พ่อฟังว่าเนื้อหาที่เขียนเกี่ยวกับอะไรก็มีถูกบ้างผิดบ้าง ฝึกการจดจำ ทุก ๆ วันเวลาไปไหนมาไหนต้องมีคนคอยประกบระมัดระวังไม่ให้ล้ม
ตอนนี้หกเดือนแล้ว หมอยังนัดไปตรวจเช็คอาการอย่างต่อเนื่อง หมอให้กำลังใจว่า บอมเป็นหนึ่งในร้อยที่สามารถฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้เท่าที่เป็นอยู่นี้ ถือว่าดีเกินคาด เพราะตอนแรกคิดว่าบอมไม่รอด ถึงแม้ว่าต่อไปนี้เรายังไม่รู้แน่นอนว่าเมื่อไหร่สมองจะหายเป็นปกติ และร่างกายจะกลับมาแข็งแรงเต็มที่ แต่ทุกวันนี้บอมยังคงตั้งใจทำกายภาพฟื้นฟูตัวเอง รอวันที่กลับไปทำงานอย่างปกติ สร้างประโยชน์ให้กับกองทัพเรืออีกครั้ง
เหตุการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ฝังอยู่ในความทรงจำ โชคร้ายที่บอม ต้องมาได้รับบาดเจ็บทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสและสูญเสีย ทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ในความโชคดี อย่างแรก บอมมีต้นทุน คือความรักที่อบอุ่นในครอบครัว ซึ่งพ่อแม่ไม่ใช่คนพิเศษหรือรักลูกมากกว่าคนอื่น เพียงแต่เราเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ ทั้งตัวบอมเอง และทุกคนในครอบครัว ที่เหลือต่อจากนี้ อยู่ที่บอมจะแสวงหากำไรจากชีวิตอย่างไร สอง ครอบครัวเราผ่านวิกฤติมาได้ด้วยอานุภาพของน้ำใจ ได้เห็นน้ำใจของเพื่อนแท้หลายคน ที่คอยให้กำลังใจ และอยู่เคียงข้างทำให้มีแรงสู้ สาม บอมมีทุกวันนี้ได้ อาจเป็นเพราะโชคส่วนหนึ่ง อีกส่วนมาจากคนรอบข้าง หมอ พี่ ๆ พยาบาล เพื่อนฝูง รวมทั้งญาติ ๆ พ่อ แม่ และพี่โบ้ต ที่อยู่กับบอมตลอดเวลาให้กำลังใจไม่เคยห่าง สิ่งสุดท้าย บอมต้องจำความทุกข์ครั้งนี้ไว้ให้ดี มันสอนให้รู้ว่า ชีวิตนั้นมีค่า ทำอะไรต้องคิด ใช้ชีวิตอย่างระวัง และให้ดีที่สุด ชีวิตที่รอดมาได้ราวปาฏิหาริย์ในคราวนี้ ต้องคอยเตือนตัวเองเสมอว่า อาจไม่โชคดีเช่นนี้ตลอดไป
|